
"Made in Thailand" : เปิดศักยภาพ 2 แสนล้าน สร้างชาติไทยให้แกร่ง
บทนำ : เมื่อรัฐ-เอกชนจับมือเดินหน้า
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการเศรษฐกิจไทยมีข่าวดีที่หลายคนรอคอย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ออกมาประกาศท่าทีชัดเจนว่า พร้อมสนับสนุนคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในการผลักดันแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรม เป้าหมายคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้แคมเปญ "Made in Thailand" (ผลิตในไทย) เป็นเครื่องมือสำคัญ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเกม จากผู้รับจ้างผลิตไปสู่เจ้าของแบรนด์และนวัตกรรม ลองมาดูกันว่าแผนนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง
การประชุมครั้งสำคัญ : แกนนำขับเคลื่อนชาติ
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนครั้งแรกของปี 2026 มีบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลอันน่าตื่นเต้นจากสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ที่ประกาศอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยประจำปี 2026 ปรากฏว่าประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 ของโลก เพิ่มขึ้นถึง 4 อันดับจากปีก่อน และยังคงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน
นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผ่านมาเริ่มเห็นผล แต่ก็ยังต้องเดินหน้าต่อ โลกเปลี่ยนเร็ว เรา也不能เปลี่ยนช้า
กลไก OKRs : เครื่องมือวัดผลยุคใหม่
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การนำระบบ "เป้าหมายและผลลัพธ์หลัก" (OKRs) มาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้น 3 เรื่องหลัก
- การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
- การสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่
- การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
การนำ OKRs มาใช้ช่วยให้ทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกัน สามารถวัดผลได้จริง ลดความซ้ำซ้อน และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการลงทุนในอนาคต
4 ยุทธศาสตร์หลัก : แผนที่นำทางสู่อนาคต
ตามแผนที่วางไว้ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนจะดำเนินงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
-
การสร้างรากฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ – ไม่ใช่แค่ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีชีวภาพ
-
การส่งเสริมการค้า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเศรษฐกิจชุมชน – หัวใจคือการทำให้ SMEs แข็งแกร่ง เพราะ SMEs คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย
-
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และขีดความสามารถด้านนวัตกรรม – เปลี่ยนจากการเรียนแบบท่องจำสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
-
การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ – ลดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ประกอบการ
4 คณะอนุกรรมการ : กลไกเร่งรัดปฏิบัติการ
เพื่อให้แผนไม่เป็นแค่กระดาษ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด เพื่อรับผิดชอบในแต่ละด้าน
- คณะอนุกรรมการด้านการลงทุนและพัฒนา
- คณะอนุกรรมการด้านการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน
- คณะอนุกรรมการด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี
- คณะอนุกรรมการด้านการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ
การตั้งคณะอนุกรรมการแบบนี้ช่วยให้การทำงานมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
"Made in Thailand" : ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในแผนนี้คือแคมเปญ "Made in Thailand" ซึ่งสภาอุตสาหกรรมจะผลักดันอย่างจริงจัง โดยมีแนวทางดังนี้
- ขยายโอกาสทางการตลาดให้สินค้าไทย – ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เน้นภาพลักษณ์สินค้าไทยที่มีคุณภาพ
- สนับสนุนให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนจัดซื้อสินค้าที่ผลิตในไทยเป็นอันดับแรก – สร้างอุปสงค์จากภายในประเทศ
- ช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ – ไม่ใช่แค่ผลิตได้ แต่ต้องขายได้
- กระตุ้นให้เงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากที่สุด – ลดการนำเข้าทดแทนด้วยของไทย
ประธานสภาอุตสาหกรรมกล่าวว่า แคมเปญนี้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้มาจากการประมาณการผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่การจ้างงาน การผลิต การบริโภค ไปจนถึงการส่งออก
ประเด็นเร่งด่วน : โจทย์ใหญ่ที่ต้องรีบทำ
นอกจากแผนหลักแล้ว ยังมีประเด็นที่สภาอุตสาหกรรมเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะ
- การแก้ปัญหาสินเชื่อและหนี้ของ SMEs – SMEs หลายรายยังเข้าถึงแหล่งทุนยาก ต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ – โดยเฉพาะโครงการ "Missing Link" เชื่อมต่อชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นประตูสู่อ่าวไทยและอันดามัน
- การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว – เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) – ลดความเสี่ยง แบ่งปันทรัพยากร
บทสรุป : โอกาสทองของไทย
ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นด้วยกลไก "Made in Thailand" ไม่ใช่แค่การผลิตในประเทศ แต่คือการสร้างแบรนด์ สร้างนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่ม
ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนครั้งนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น กระจายรายได้ลงไปสู่ชุมชน และทำให้ SMEs สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
แน่นอนว่ายังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมาก แต่ทิศทางที่ชัดเจนและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย เรามาลุ้นกันว่าแคมเปญนี้จะสร้าง 2 แสนล้านบาทจริงหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือจะสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน
แล้วคุณล่ะ พร้อมที่จะสนับสนุน "Made in Thailand" แล้วหรือยัง?